ประวัติโรงเรียน
        โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย จังหวัดขอนแก่น เริ่มก่อตั้งเมือเดือนพฤษภาคม พ.ศ 2510 โดยมี อาจารย์เจือ หมายเจริญ ซึ่งเป็นอาจารย์ใหญ่โรงเรียนขอนแก่นวิทยายนและรักษาการในตําแหน่งครูใหญ่โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัยอีกตําแหน่งหนึ่ง
        ในปีแรกเปิดสอน 8 ห้องเรียน มีนักเรียน 280 คน แบ่งเป็นนักเรียนชาย 140 คน และนักเรียนหญิง 140 คน เป็นโรงเรียนัธยมแบบประสมและเป็นสหศึกษาคือรับทั้งชายทั้งหญิงมาเรียนรวมกัน โดยในสมัยนั้น การจัดการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาจะแยกนักเรียนชายให้เรียนในโรงเรียนประจำจังหวัดชาย (โรงเรียนขอนแก่นวิทยายน), นักเรียนหญิงเรียนในโรงเรียนประจำจังหวัดหญิง (โรงเรียนกัลยาณวัตร) โรงเรียนสหศึกษาคือมีนักเรียนชายและหญิงเรียนรวมกัน ส่วนโรงเรียนมัธยมแบบประสม     หมายถึง การเปิดสอนในหลักสูตรที่กว้าง หลากหลาย มีวิชาให้เลือกเรียนได้ตามความรู้ความสามารถที่ตนถนัด (TO EACH HIS OWN ABILITY)    มีทั้งวิชาสามัญ วิชาศิลป-ปฏิบัติ(วิชาชีพ) เมื่อจบมัธยมต้นแล้วสามารถจะนำไปศึกษาต่อหรือประกอบอาชีพได้
         ในปีแรกที่เปิดการสอนต้องอาศัยโรงเรียนขอนแก่นวิทายนเรียนไปก่อนพร้อมๆกับโรงเรียนก็เริ่มก่อสร้างไปด้วยจนถึงวันที่ 16 กันยายน 2511 จึงได้ย้ายมาเรียน ณ สถานที่ปัจจุบัน จึงถือเอาวันนี้เป็นวันเกิดของโรงเรียนด้วย

        เดิมโรงเรียนนี้มีพื้นที่ 32 ไร่เศษอยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 3 กิโลเมตร ใน พ.ศ. 2518 โรงเรียนได้ที่ดินราชพัสดุซึ่งเป็นสนามกีฬาจังหวัด ซึ่งอยู่ติดกับ โรงเรียน อีกหกไร่ ในปี พ.ศ. 2523 โรงเรียนได้ขอใช้ที่สนามกีฬาอีก 25 ไร่ รวมพื้นที่ทั้งหมดเป์น 63 ไร่ 1 งาน 37 ตารางวา และอีกส่วนหนึ่งเป็นบ้านพักครูมีเนื้อที่ 17 ไร่ โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย ได้รับพระราชทานเกียรติบัตรโรงเรียนดีเด่นขนาดใหญ่ ของเขตการศึกษา 9 ประจำปีการศึกษา 2525 เป็นโรงเรียนแรกของจังหวัดขอนแก่น
 

ภาพรวมของโรงเรียน

        โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัยเป็นโรงเรียนรัฐบาลในโครงการโรงเรียนมัธยมแบบประสม (คมส.1) ของกรมวิสามัญศึกษา (ปัจจุบันคือ กรมสามัญศึกษา) กระทรวงศึกษาธิการ เป็นรุ่นแรกของกรมในจำนวน 6 โรงเรียน โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย ตั้งอยู่เลขที่ 4 หมู่ 2 ถนนเหล่านาดี ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น เนื้อที่ จำนวน 63 ไร่ 137 ตารางวา เป็นที่ดินของราชพัสดุ กรมธนารักษ์ เลขที่ทะเบียน 43974 ท.บ.18 จำนวน 2 ไร่ , เลขที่ทะเบียน 43975 ท.บ.18 จำนวน 6 ไร่ , เลขที่ทะเบียน 7528 จำนวน 25 ไร่ 37 ตารางวา
          ต่อมาโรงเรียนได้รับพื้นที่เพิ่มจากสนามกีฬาจังหวัดขอนแก่น ซึ่งย้ายไปสร้าง ณ ที่ใหม่ รวมเป็นพื้นที่ 63 ไร่ 137 ตารางวา โรงเรียนอยู่ห่างจากศาลากลางจังหวัด 5 กิโลเมตร อยู่ในเขตชุมชน ประชาชนนับถือศาสนาพุทธ  อาชีพค้าขาย รับจ้าง และรับราชการ โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย จังหวัดขอนแก่น ปัจจุบันมีบุคลากร 224 คนเป็นชาย 91 คน หญิง 133 คน วุฒิปริญญาเอก 2 คน ปริญญาโท 51 คน ปริญญาตรี 154 คน และอื่นๆ อีก 17 คน มีการจัดการเรียนการสอนทั้งสิ้น 84 ห้อง นักเรียน 3853 คน ประกอบด้วยนักเรียนชาย 1602 คน หญิง 2251 คน เป็นแบบสหศึกษา มีผู้อำนวยการสถานศึกษาคือ นายวิรัช เจริญเชื้อ
       
อาคารต่างๆ ประกอบด้วย

            อาคารเรียนถาวร จำนวน 6 หลัง
                 - อาคาร 1 (อำนวยการ)
                 - อาคาร 2 (แนะแนว)
                 - อาคาร 3 (วิทยาศาสตร์)

                 - อาคาร 4 (คณิตศาสตร์ - ภาษาไทย)
                 - อาคาร 5 (สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม)
                 - อาคาร 6 (ภาษาอังกฤษ)
            อาคารประกอบ
                 - อาคารคหกรรม 2 หลัง
                 - อาคารเกษตร 1 หลัง
                 - อาคารห้องสมุด 1 หลัง
                 - อาคารหอประชุม 2 หลัง
                 - อาคารศูนย์กีฬากรมสามัญศึกษา 1 หลัง
                 - อาคารพลศึกษา 1 หลัง
                 - โรงฝึกงาน 2 หลัง
                 - โรงอาหาร 2 หลัง
                 - อาคารเกียรติยศ 30 ปี 1 หลัง
                 - อาคารตนตรีไทย 1 หลัง
                 - อาคารกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน 1 หลัง


แผนผังบริเวณโรงเรียน

สีประจำโรงเรียน

 

 

 

 

   แสด ดำ
      สีแสด เกิดจากสีแดงผสมกับสีเหลือง
           สีแดง หมายถึงความกล้าหาญเสียสละ
           สีเหลือง หมายถึงสีของผ้ากาสาวพัสตร์แห่งพุทธศาสนา
      สีดำ หมายถึงความเสียสละ ความอดทน

ตราสัญลักษณ์
 วงกลม 2 วง ซ้อนกัน         
        วงนอกใช้ขอบหนักกว่าวงใน ภายในวงกลมมี คบเพลิง ฟันเฟือง วงเวียนแบ่ง (Divider) ลูกดิ่งและลายกระหนกด้านบนเขียนว่า "แก่นนครวิทยาลัย"วงกลม หมายถึง ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

 คบเพลิง
        หมายถึง แสงสว่าง ความรุ่งโรจน์ ได้แก่ความรู้ทางวิชาการ

 ฟันเฟือง วงเวียนแบ่ง และลายกระหนก
        หมายถึง ความสามารถทาง ศิลปปฏิบัติ ซึ่งทั้งหมดเป็นปรัชญาของโรงเรียนมัธยมแบบประสม

เพลงประจำโรงเรียน

ต้นไม้ประจำโรงเรียน
 

 ต้นทองกวาว (ต้นจาน)

        ต้นทองกวาว มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “Butea monosperma Kuntze.” ในภาษาบาลีเรียกว่า “ต้นกิงสุกะ” มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศอินเดีย มักพบในทุกส่วนของประเทศ มีชื่อเรียกในภาษาสันสกฤตว่า “ปารัช” (Palasha) ซึ่งแปลว่า “ทอง”        ส่วนในเมืองไทยนั้นจะพบต้นทองกวาวอยู่ตามที่ราบลุ่มในป่าผลัดใบ ป่าหญ้า หรือป่าละเมาะที่แห้งแล้ง พบมากทางภาคเหนือ ส่วนภาคอื่นขึ้นกระจัดกระจาย ยกเว้นภาคใต้ มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปในแต่ละภาค ได้แก่ กวาว ก๋าว (ภาคเหนือ), จอมทอง (ภาคใต้), ทองธรรมชาติ ทองพรหมชาติ ทองต้น (ภาคกลาง), จาน (ภาคอีสาน), จ้า (เขมร) เป็นต้น ทองกวาวเป็นไม้ยืนต้นผลัดใบ ขนาดสูงประมาณ 10-18 เมตร ลำต้นส่วนมากจะคดงอ และแตกกิ่งต่ำ เปลือกสีเทาคล้ำ แตกเป็นร่องตื้นๆ มีน้ำยางใสๆ ใบหนาและมีขน ใต้ใบสีเขียวอมเทา เป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย 3 ใบออกสลับกัน รวมกันเป็นกระจุกตามปลายกิ่ง ก้านช่อยาว ก้านใบย่อยสั้นออก ดอกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง คล้ายดอกแค สีแดงอมส้ม หรือสีเหลือง (แต่ที่พบโดยทั่วไปเป็นสีแสด เพราะสีเหลืองเป็นพันธุ์ไม้หายาก) ไม่มีกลิ่น ดอกยาวประมาณ 5-6 ซม. มีกลีบดอก 5 กลีบ มีเกสรตัวผู้ 10 ตัว กลีบเลี้ยงรูประฆัง ผลมีลักษณะเป็นฝักแบน โค้งงอเล็กน้อย มีขนนุ่มปกคลุม ฝักยาวประมาณ 10-14 ซม. เปลือกนอกสีน้ำตาลอ่อน ภายในมีเมล็ดขนาดเล็กที่ปลายฝัก การแตกกิ่งก้านสาขาของทองกวาวค่อนข้างกระจัดกระจายไม่เป็นระเบียบ ราวเดือนธันวาคม-มีนาคม เป็นช่วงเวลาที่ทองกวาวออกดอก และเวลาออกดอกนั้นจะผลัดใบทั้งต้น ทองกวาวเป็นไม้กลางแจ้ง เจริญเติบโตได้ดีในสภาพดินร่วนหรือดินปนทราย ต้องการน้ำและความชื้นปานกลาง แสงแดดจัด ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรค เพราะเป็นไม้ที่ทนต่อโรคพอสมควร ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด ประโยชน์ของทองกวาวมีมากมาย ในบางท้องที่ใช้เนื้อไม้ทำกระดานกรุบ่อน้ำหรือทำเรือขุด หรือเรือโปงใช้ชั่วคราว ใช้กั้นบ่อน้ำ ร่องน้ำ และทำกังหันน้ำ เพราะเนื้อไม้เมื่อแห้งจะมีน้ำหนักเบา และหดตัวมาก เส้นใยจากเปลือกใช้ทำเชือก ส่วนดอกสีแดงหรือสีแสดใช้ย้อมผ้า ใบสดใช้ห่อของ ใช้ตากมะม่วงกวน ในอินเดียได้นำใบมาปั้นเป็นถ้วยใส่อาหารและขนมแทนพลาสติก

 

ปรัชญาโรงเรียน
TO EACH HIS OWN ABILITY

 

คำขวัญ
จรรยาดี มีวิชา กีฬาเด่น เป็นงาน

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำโรงเรียน
 

 ศาลพระพรหม
         ศาลพระพรหมของโรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย ขึ้นทะเบียนเป็นเทวสถานพราหมณ์ ประกอบพิธีโองการอาถรรพเวทย์เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2516 มีพระนามว่าท้าวโลกบาลบดีมหาพรหม เป็นมหาพรหมที่สถิตยังพรหมโลกชั้นที่ 4 อดีตกาลเป็นสาวกของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากัสสป ก่อนออกบวชได้บรรลุธรรมเป็น พระอริยบุคคลขั้นอนาคามีผล ในเมื่อสิ้นพุทฑกัลป์แล้วจะได้ฟังธรรมพระศรีอริยเมตตรัยสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้วนิพพานสิ้นสุดการเป็นมหาพรหม
         ศาลพระพรหมแห่งนี้มีมหิทฤทธิ์อยู่ในชั้นมหาพรหมซึ่งปรากฏจากการเสี่ยงทายตามฤกษ์บวงสรวง เวลาสถิต 06.09 น. ฤกษ์บวงสรวงปฐมฤกษ์ 05.04 - 09.44 น. และมีข้อปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพระเวทย์ คือ
            1. การบวงสรวงสังเวยมหาพรหมจะต้องไม่จัดในวันธรรมสวนะ
            2. อย่าจุดเทียนบูชาบนศาล ถ้าไม่ใช่พิธีบวงสรวงสังเวยให้จุดธูป 9 ดอก และถวายดอกไม้ (สีขาวนวล) น้ำชา

            3. เครื่องบวงสรวงสังเวยประจำปี หรือสำหรับผู้ประสงค์จะทำการสังเวยโดยทั่ว ๆ ไปประกอบด้วย
                  ผลไม้ตามฤดูกาล             1    ชุด (9 อย่าง)
                  อ้อยควั่น                        1    จาน
                  กล้วย                            1    หวี
                  ขนมต้ม                         2     ถ้วย
                  น้ำชา                            3     ถ้วย
                  อาหารมังสวิรัตหรือเครื่องเจ   1     ชุด
                  (แกงวุ้นเส้น เห็ดหูหนู ดอกไม้จีน เต้าหู้)
                  ถวายบริวารช้าง ม้า ตุ๊กตาชาย หญิง หรือละครรำจริง ๆ ด้วยก็ได้
               การบวงสรวงจะกระทำปีละหลาย ๆ ครั้งก็ได้

               การบวงสรวงในวันศุกร์ ให้ถือเครื่องบวงสรวงสังเวยเข้าทางทิศอาคเนย์ โดยเข้าทางประตูใหญ่ (เพราะต้องเข้าทิศทางปลายเท้า) นำไปวางบนโต๊ะสังเวย
              วันที่ 9 กันยายน 2526 เวลา 9.00 น. โรงเรียนได้เปลี่ยนศาลพระพรหมใหม่ให้ถูกต้อง และได้จัดพิธีบวงสรวงในวันที่ 15 กันยายน 2526 เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชาวแก่นนครวิทยาลัยทุกคนต่อไป